วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน
อีก หนึ่งบทบาทสำหรับพระที่มีอุดมการณ์ ในการที่จะพัฒนาจิตใจของวัยรุ่นในสมัยปัจจุบัน ให้เป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งมันเป็นงานหนักสำหรับพระที่ต้องมารับหน้าที่ ในตรงนี้ เพราะว่าในสังคมปัจจุบันนั้นมันมีสิ่งล่อตาล่อใจเด็ก เยาวชน และวัยรุ่น อยู่มากมาย ถ้าพูดถึงเรื่องของบาปบุญแล้ว เด็กส่วนใหญ่ไม่เกรงกลัว จึงเห็นกันอยู่บ่อยๆว่าในสังคมไทย เด็ก เยาวชน วัยรุ่น มีความรุนแรงมากขึ้น ขาดจิตสำนึกที่ดี ซึ่งมันเป็นงานหนักที่พระสอนศีลธรรมในโรงเรียน จะทำให้เด็กเหล่านี้มีคุณธรรม เกรงกลัวต่อบาป ถึงมันจะหนักแค่ไหนท่านก็ต้องทำเพราะมันเป็นหน้าที่ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ขอให้ท่านอย่าท้อ จงสู้ต่อไป เพื่อประเทศชาติจะได้มีคนดี จากผลงานของท่าน สู้ๆๆๆนะครับ
ทีมในดวงใจ ศรีสะเกษ FC
ประวัติสโมสรศรีสะเกษ เมืองไทย FC
| |||||
วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ทฤษฎีเทคโนโลยีการศึกษาของ มอนเตสซอรี
ทฤษฎีเทคโนโลยีการศึกษาของ มอนเตสซอรี
Maria Montessori (1870-1952) นักการศึกษาสตรีชาวอิตาลีผู้บุกเบิกเกี่ยวกับ
การสอนแบบ Nourishing สำเร็จการศึกษาทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยโรม แต่เพราะความสนใจ
ในเรื่องพัฒนาการและกิจกรรมของเด็ก ทำให้เธอหันเหชีวิตจากงานด้านการแพทย์เข้ามาสู่การศึกษา
เธอไปเป็นครูระหว่างปี ค.ศ.1899-1901ในช่วงนี้เธอได้ปรับปรุงเทคนิคการสอนทางจิตของเด็กที่พิการเพราะขาดแคลนอาหาร โดยอาศัยพื้นฐานทางวิธีการและอุปกรณ์ของ Seguin (เป็นนักเทคโนโลยี
ทางการศึกษาชาวฝรั่งเศล ที่ศึกษาเกี่ยวกับเด็กพิการทางจิต เช่น Idiot เป็นต้น มีชีวิตอยู่ระหว่าง
ปี ค.ศ. 1812-1880) มอนเตสซอรีเขียนหนังสือ "Scientific Pedagogy as Applied to Child Education in the Children's Houses" ออกพิมพ์เผยแพร่ในปี ค.ศ.1909 ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป นักการศึกษาสำคัญ ๆ จากทั่วโลกไปสังเกตวิธีสอนที่โรงเรียนของเธอเป็นจำนวนมาก แนวคิดพื้นฐานของวิธีสอนแบบมอนเตสซอรี เทคโนโลยีการศึกษาและการสอนของมอนเตสเซอรี มีลักษณะที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ การจัดกิจกรรมของโรงเรียนให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน การแบ่งกลุ่มเด็กให้มีโอกาสทำงานได้อย่างอิสระโดยไม่ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนฝ่ายเดียว และเน้นในเรื่องลักษณะการแบ่งแยกระบบประสาทสัมผัส โดยมีหลักการพื้นฐานของวิธีการสอนแบบมอนเตสซอรี มีอยู่ 2 ประการคือ ยอมรับในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ทำงานอย่างมีอิสระ โดยไม่คำนึงถึงแต่เพียงเฉพาะในเรื่องของสภาวะทางกายภาพในห้องเรียนและบรรยากาศทางจิตวิทยาเท่านั้น ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน สื่อการสอนและธรรมชาติของกระบวนการสอนด้วยhttp://wipawan.siphaya.net/course/view.php?id=5
การสอนแบบ Nourishing สำเร็จการศึกษาทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยโรม แต่เพราะความสนใจ
ในเรื่องพัฒนาการและกิจกรรมของเด็ก ทำให้เธอหันเหชีวิตจากงานด้านการแพทย์เข้ามาสู่การศึกษา
เธอไปเป็นครูระหว่างปี ค.ศ.1899-1901ในช่วงนี้เธอได้ปรับปรุงเทคนิคการสอนทางจิตของเด็กที่พิการเพราะขาดแคลนอาหาร โดยอาศัยพื้นฐานทางวิธีการและอุปกรณ์ของ Seguin (เป็นนักเทคโนโลยี
ทางการศึกษาชาวฝรั่งเศล ที่ศึกษาเกี่ยวกับเด็กพิการทางจิต เช่น Idiot เป็นต้น มีชีวิตอยู่ระหว่าง
ปี ค.ศ. 1812-1880) มอนเตสซอรีเขียนหนังสือ "Scientific Pedagogy as Applied to Child Education in the Children's Houses" ออกพิมพ์เผยแพร่ในปี ค.ศ.1909 ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป นักการศึกษาสำคัญ ๆ จากทั่วโลกไปสังเกตวิธีสอนที่โรงเรียนของเธอเป็นจำนวนมาก แนวคิดพื้นฐานของวิธีสอนแบบมอนเตสซอรี เทคโนโลยีการศึกษาและการสอนของมอนเตสเซอรี มีลักษณะที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ การจัดกิจกรรมของโรงเรียนให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน การแบ่งกลุ่มเด็กให้มีโอกาสทำงานได้อย่างอิสระโดยไม่ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนฝ่ายเดียว และเน้นในเรื่องลักษณะการแบ่งแยกระบบประสาทสัมผัส โดยมีหลักการพื้นฐานของวิธีการสอนแบบมอนเตสซอรี มีอยู่ 2 ประการคือ ยอมรับในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ทำงานอย่างมีอิสระ โดยไม่คำนึงถึงแต่เพียงเฉพาะในเรื่องของสภาวะทางกายภาพในห้องเรียนและบรรยากาศทางจิตวิทยาเท่านั้น ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน สื่อการสอนและธรรมชาติของกระบวนการสอนด้วยhttp://wipawan.siphaya.net/course/view.php?id=5
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)



